April 23, 2008

ตอนที่ 22

“กาแฟสอง น้ำตาลสอง” ญาดายกถ้วยกาแฟมาวางให้พร้อมบรรยายอย่างอ่อนหวานน่ารัก
พิมพ์พญาดูสดชื่นขึ้น เมื่อได้นอนพัก และตื่นขึ้นมาอาบน้ำอาบท่า แล้วออกมานั่งรออาหารเช้าจากสาวเมืองกรุง ที่กุลีกุจอบริการให้ด้วยเต็มอกเต็มใจ และบอกให้เธอนั่งเฉยๆ
อากาศยามเช้าค่อนข้างเย็น ดวงตะวันดวงโตสีเหมือนลูกตำลึงสุก กำลังลอยเรี่ยพ้นขอบดอย เสียงไก่ขันแว่วมาจากที่ไกล ..
พิมพ์พญาจิบกาแฟ พลางนั่งมองญาดาเดินกลับไปที่ครัว และออกมาพร้อมจานอาหารเช้าสองใบ
“ทานเยอะๆ นะคะ จะได้มีแรงทำงาน” หล่อนวางจานอาหารให้ แล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“ขอบคุณค่ะ”
“เห็นคุณทำงานแล้วอยากช่วย แต่ไม่ทราบจะช่วยอย่างไร” หล่อนบอก พลางมองลึกเข้าไปในดวงตาของพิมพ์พญา
“ช่วยทำอาหารเช้าให้ทานแล้วไงคะ” พิมพ์พญาหยอกพลางหัวเราะเบาๆ อย่างสดชื่น
“เหนื่อยแทน”
“ขอบคุณค่ะ” คนขอบคุณยิ้มชื่นใจ ภาพของเช้าอันสดใสนี้ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียนี่กระไร เป็นยามเช้าในวันอากาศดี ที่มีสาวชาวกรุงเดินไปเดินมา ทำนั่นทำนี่ให้ แล้วมานั่งมองตากัน.. ยิ้มหวานๆ ให้กันอย่างนี้..
“มีคนเหนื่อยแทนแล้วหมอก็เหนื่อยน้อยลง” คนเป็นหมอหยอกเล่นแล้วหัวเราะอย่างมีความสุข
“แหม”
ญาดามองพิมพ์พญารับประทานอาหารอย่างอร่อยแล้วก็ชื่นใจ .. ผู้หญิงคนนี้ดูใสๆ ถ้าเป็นหนังสือคงเป็นหนังสือที่มีตัวอักษรตัวโตชัดเจน อ่านง่าย เข้าใจง่าย ..หล่อนรู้สึกเช่นนั้น และนึกภาวนา ขอให้พิมพ์พญาใสสะอาดจริงๆ อย่างที่หล่อนรู้สึกตลอดมาเถอะ เพราะหล่อนกำลังกลัวที่จะเสียความรู้สึก.. กลัวว่าคนๆ นี้จะมัวหมองไปเพราะเรื่องคาวๆ ..
“เมื่อคืน.. คุณต้อมโทรมาตอนตีสาม” ญาดาบอก พิมพ์พญาชะงักเล็กน้อย
“หรือคะ? เธอบอกหรือเปล่าว่ามีธุระอะไร?”
“บอกว่ามีเรื่องส่วนตัวจะพูดกับหมอค่ะ..ฉันก็เลย.. บอกเธอว่าคุณหลับอยู่ คุณเพิ่งกลับมาฉันไม่อยากปลุก”
หมอยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“ดีแล้วค่ะ หมอก็ไม่อยากถูกปลุกเหมือนกัน”เสียงบอกของพิมพ์พญาดูเนือยๆ
“คุณกับเธอ.. ตอนนี้ยังเป็นคนรักกันอยู่หรือเปล่าคะ?” คำถามนี้ ทำให้คนสองคนจ้องมองตากันนิ่งอยู่หลายวินาที
“เอ่อ..” ญาดารู้สึกอึดอัด และรู้สึกว่าตนละลาบละล้วงอีกฝ่ายมากไปหน่อย
“ขอโทษนะคะหมอ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้ต้อมเป็นน้อง และเพื่อน” พิมพ์พญาตอบชัดเจน .. น่าแปลกที่ทำให้ความขุ่นมัวในใจของญาดาเลือนหายไปหมดสิ้น และหล่อนเชื่อสนิทใจจริงๆ
“แปลกนะคะที่ฉันดีใจ .. ฉันอาจห่วงอิมเมจคุณก็ได้” คราวนี้สาวชาวกรุงหัวเราะเบาๆ อย่างเขินๆ
พิมพ์พญาได้แต่ยิ้ม .. เธออยากรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้หึงเธอ .. แต่เธอก็ไม่กล้า ไม่กล้าคิด ไม่กล้าแม้นแต่จะหวัง …
เธอคิดไปว่าความรู้สึกของเธอตอนนี้ เหมือนความรู้สึกอย่างที่ชาวบ้านชอบพูดกันว่า หมาเห็นเรือบิน ..
ผู้หญิงคนนี้สำหรับเธอ ช่างเลิศลอยเด่นฟ้าจนเธอไม่กล้าหวัง เพราะเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เธอไม่มีอะไรทัดเทียมญาดาได้เลย
และยิ่งเมื่อเทียบกับอดีตสามีแต่ละคนของญาดา เธอยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฝุ่นผงเล็กๆ ที่ไม่มีวันที่ผู้หญิงคนนี้จะมาคิดอะไรด้วย
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับญาดาเท่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ เป็นความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนที่มีความศรัทธาต่อกันอย่างมาก .. และมันเป็นความสัมพันธ์ที่งดงามด้วยตัวของมันเอง เธอรู้สึกได้ว่าญาดาชื่นชมและศรัทธาในตัวเธอมากมาย และตัวเธอเอง ก็มีความนิยมในตัวผู้หญิงคนนี้ เธอรู้สึกถึงความเข้มแข็ง ความเป็นผู้หญิงที่อบอุ่นและมีความสุข ความเป็นผู้หญิงที่เป็นแม่..
และเธอซาบซึ้งใจในความเอื้ออารีย์และความห่วงใยที่ผู้หญิงคนนี้มีให้เธอ แม้นว่ามันจะมิได้เป็นไปในแบบที่เธอปรารถนาจะให้เป็น แต่เธอก็รู้สึกว่า ทุกสิ่งเหล่านี้มันงดงามและน่าปลื้มใจ และเธอไม่รู้ตัวว่าได้ทอดมองเข้าไปในดวงตาของ ญาดาอยู่เนิ่นนาน
ญาดารู้สึกแปลกใจที่เขินอายและสะเทิ้นสะท้าน เมื่อมองสบตาผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงข้าม หล่อนจำไม่ได้ว่าเคยรู้สึกอย่างนี้ต่อผู้หญิงคนไหนหรือไม่ แต่หล่อนก็สบสานสายตากับพิมพ์พญาแม้จะเขินอาย น่าแปลกที่ญาดามีความสุขอุ่นๆ อยู่ภายใน มีอะไรบางอย่างบอกหล่อนว่า หล่อนสามารถศรัทธาคนๆ นี้ได้ตลอดไป
ญาดาเพลิดเพลินกับการมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่ลึกซึ้ง และดูใจดี .. หล่อนชอบคนดี และชอบความรู้สึกอย่างตอนนี้เหลือเกิน..
“ฉันศรัทธาคุณค่ะหมอ” หล่อนยิ้มให้อย่างอ่อนโยน มองเห็นหมอยิ้มตอบอย่างอ่อนโยนและลึกซึ้ง ..
หล่อนนึกขันนิดหน่อย ที่ดวงตาที่มองสบตาหล่อนอยู่ขณะนี้ ช่างหวานฉ่ำ.. จนหล่อนอยากหยอกเย้าว่า ฉันไม่ใช่สาว ใช่แส้นะคะ ..ฉันเป็นหญิงรักชาย ฉันเป็นแม่ม่ายลูกติด แถมตอนนี้กำลัง “ตกหลุมรัก” กับหนุ่มใหญ่เสียด้วย
“ทราบค่ะ” พิมพ์พญาบอก
“และหมอหวังว่า หมอจะรักษาศรัทธาของคุณดาไว้ได้ตลอดไป”
สองคนมองสบตากันอีก และมองนิ่งนาน .. ต่างคนต่างรู้สึกถึงความสุขและความอบอุ่นบางอย่างที่แผ่ซ่านเข้ามา ดวงตาสองคู่เหมือนได้คุยกันว่า ..เราจะไม่ทิ้งกัน.. เราจะดูแลกันและกัน.. เราจะรักษาความรู้สึกที่แสนดีเช่นนี้ไว้ตลอดไป
ญาดายื่นมือมาแตะมือพิมพ์พญา .. ฝ่ายนั้นสะดุ้งเล็กน้อย ทำให้หล่อนต้องเอ่ยขอโทษ
“ขอโทษค่ะ” แต่กระนั้นมือหล่อนก็ยังวางอยู่บนหลังมือของพิมพ์พญาอยู่
“ไม่คิดว่าคุณจะตกใจ” หล่อนยิ้มเหมือนล้อเลียน ดูน่ารักน่ามอง เหมือนคนขี้เล่น
พิมพ์พญาหัวเราะเบาๆ และสองคนก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน ..
เช้านี้ทุกอย่างดูสดใสไปหมด ..
“ขอโทษค่ะ” หล่อนนึกขึ้นได้ว่ายังจับมือพิมพ์พญาอยู่ จึงค่อยๆ ปล่อย แม้นจะรู้สึกเสียดาย และหล่อนก็รู้สึกว่า พิมพ์พญาก็ดูเสียดาย
หล่อนแปลกใจอีกแล้ว ที่หล่อนรู้สึกมีความสุขเมื่อได้
สัมผัสแตะต้องผู้หญิงคนนี้ .. ผู้หญิงที่มีลักษณะ อย่างที่ใครๆ ทั้งหลายพากันเรียกพวกเธอว่า “ทอมบอย”..
“ไม่เป็นไรค่ะ” พิมพ์พญาล้อเลียน ใบหน้านั้นยิ่มแจ่ม ดวงตาทั้งคู่พราวเหมือนเพชรเม็ดสวยสองเม็ดที่ส่องประกายแวววับบนผืนกำมะหยี่สีดำ
ญาดาหัวเราะอย่างมีความสุข หล่อนอยากถามพิมพ์พญาว่า คุณเคยมีคนรักมากี่คนแล้วคะ? คุณไม่เหมือนทอมบอยโดยทั่วไปที่ฉันเคยพบเห็น หรือเคยรู้จักมาก่อนเลย
คุณเขินอย่างนี้เสมอหรือคะ เมื่อโดนผู้หญิงจับมือ หล่อนหัวเราะอีก คราวนี้หัวเราะให้กับตัวเอง ที่นึกสนุกใจที่ได้เห็นอาการเขินอายของอีกฝ่าย
“ขอบคุณสำหรับอาหารเช้าที่แสนอร่อยค่ะคุณดา” พิมพ์พญาเอ่ย แล้วตัดสินใจลุกขึ้น เธอต้องไปทำงานแล้ว ทั้งที่ไม่อยากไปเลย
ถ้าทำได้เธออยากนั่งมองตากันอยู่อย่างนี้ให้นานแสนนาน เพราะมันเหมือนเธอและญาดากำลังดื่มด่ำกับความหวานฉ่ำที่ลึกซึ้ง .. ซึ่งเธอเรียกมันว่าความรัก เพราะเธอรู้สึก “รัก” และรู้สึกลึกซึ้งต่อผู้หญิงคนนี้อย่างเหลือเกิน
แต่.. เธอไม่รู้ ว่าญาดาเรียกความรู้สึกที่มีนี้ว่าอะไร.. ความรู้สึกของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ปรารถนาจะเอื้อมมือมาแตะต้องสัมผัสเธอ.. เธอไม่เข้าใจความรู้สึกในใจผู้หญิง ที่ไม่ใช่หญิงรักหญิงอย่างเธอ ว่าในนั้นคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร ..
“ยินดีค่ะหมอ” ญาดายิ้มให้อย่างอ่อนหวาน .. ยินดีอย่างยิ่งค่ะหมอ ฉันยินดีจริงๆ ที่ได้ทำอาหารให้คุณทาน ยินดีที่ได้มองเห็นคุณหลับสนิทอยู่บนเตียง ยินดีที่ได้เห็นรอยยิ้มของคุณ และฉันรู้สึกยินดีที่ได้เห็นคุณมีความสุขค่ะคนดี..
พิมพ์พญารู้สึกว่ามันช่างเป็นสิ่งยากเย็น ที่จะละสายตาจากดวงหน้าสวยละมุนนั้น แต่เธอก็จำต้องทำ เพราะหาไม่ เธอคงไม่สามารถจะไปไหนได้เลย ..
ผู้หญิงคนนี้เหมือนแม่เหล็ก ที่สามารถตรึงเธอไว้กับที่ได้ด้วยดวงตาอันงดงามคู่นั้น ดวงตาที่ดูดให้เธอดิ่งลึกลงสู่ความรู้สึกกึ่งฝัน และทำให้เคลิบเคลิ้มเหมือนกำลังฝันทั้งที่ยังลืมตาอยู่..
“ต้องไปทำงาน” เธอบอกเบาๆ บอกเหมือนบอกเตือนตัวเองไปด้วย
“ค่ะ” ญาดายิ้มอย่างอ่อนโยน หล่อนขยับลุกขึ้น เดินตามไปส่งที่หน้าประตู .. หล่อนคิดถึงการจูบลาที่หน้าประตู อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของสามีภรรยา และมองพิมพ์พญาก้มศีรษะให้หล่อนเล็กน้อยเป็นการร่ำลา
หล่อนอยากไปส่งที่รถที่จอดอยู่ริมรั้วหน้าบ้าน ด้วยว่าพิมพ์พญาคงเหนื่อยเกินไปเมื่อคืนนี้ จึงจอดรถทิ้งไว้ ไม่ขับเข้ามาจอดในบ้านอย่างเคย แต่หล่อนก็คิดเอาว่า คงเป็นอะไรที่ “มากไป” หากหล่อนจะเดินไปส่งถึงรถ .. หล่อนอาจเผลอเขย่งปลายเท้าจูบพิมพ์พญาก็ได้ คิดแล้วหล่อนก็หัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี
“เช้านี้บรรยากาศดีจัง” พิมพ์พญาเอ่ยพลางยิ้มกริ่ม
“ค่ะ..บรรยากาศดีมากจริงๆ..”
“ไปนะคะ”
ญาดาพยักหน้าให้.. และมองดูอีกฝ่ายเดินออกไป
“เอ้อ..หมอคะ” หล่อนร้องเรียก
“คะ?” หมอหยุดเดิน เอี้ยวตัวกลับมามอง
“กลางวันจะทำอาหารไว้นะคะ .. ถ้าเป็นไปได้ ช่วยกลับมาทานด้วย”
คราวนี้หมอยิ้มแจ่ม.. และพยักหน้า
“ค่ะ ถ้าเป็นไปได้จะกลับมาทาน”
“ขอบคุณค่ะ”
..
“ขอบคุณเช่นกันค่ะ”
พิมพ์พญาหันกลับไปทางเดิม ก้มหน้าก้มตาเดินออกไป ในขณะที่นึกอยากให้ระยะจากที่ตรงนั้นถึงประตูรั้ว มันยืดยาวจากเดิม .. เพื่อเธอจะได้เดินอยู่ในสายตาของผู้หญิงที่ชื่อ ญาดา นานๆ ..
เธอรู้สึกถึงเพลงรัก ว่ามันกำลังโหมบรรเลงบทเพลงคลาสสิก .. ต้นไม้ใบไม้กำลังโอนเอนพริ้วไหวไปตามจังหวะดนตรี.. และเธออยากกระโดดโลดเต้น แต่ที่ทำได้ก็คือ เดินจากมา.. เปิดประตู และเดินต่อไปที่รถ เพื่อที่จะขับออกไปที่อาคารใหญ่ข้างหน้า และเริ่มต้นทำงานประจำวันอย่างมีสติ ระยะจากบ้านไปโรงพยาบาล พิมพ์พญาคิดถึงต้อม นิดหน่อย.. ต้อมโทรมาอีกแล้ว เธอคิดถึงต้อมด้วยความรู้สึกรันทดใจ นับวันต้อมยิ่งจะก้าวเดินไปสู่ความซับซ้อน แต่กระนั้น เธอก็ยังรู้สึกว่าเธอเข้าใจ ..
ทุกสิ่งที่ต้อมเป็นในวันนี้ คือผลจากการตัดสินใจก้าวเดินจากไปในครั้งนั้น เป็นการตัดสินใจของคนที่ไม่เด็ดขาดพอ และทำให้ชีวิตของเธอเหน็ดเหนื่อยกับการกลับไปกลับมาเหมือนคนหลงทางซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเหนื่อยยากกับการอยู่ผิดที่ผิดทาง และยิ่งเหนื่อยและร้าวราน เมื่อต้องวิ่งวนหาบางสิ่งบางอย่างมาทดแทนสิ่งที่ขาดหายไปจากชีวิต ซึ่งเธอไม่คิดว่าต้อมจะหาเจอ..
เธอกลับรู้สึกว่ายิ่งต้อมพยายามดิ้นรณค้นหา กลับยิ่งทุกร้อนรณทุรณทุรายด้วยไฟราคะที่กำลังคุโชนอยู่ภายใน และชีวิตที่เคยใสสะอาดนับวันก็จะยิ่งมัวหมองลงเรื่อยๆ ..
ญาดาเก็บโต๊ะอาหาร ล้างจานเรียบร้อย จากนั้นเริ่มทำความสะอาดบ้าน บ้านไม้เล็กๆ ทาสีขาวสะอาดตา แต่ปราศจากความหรูหราหลังนี้ ดูมีชีวิตชีวาเหลือเกินในวันนี้ จนทำให้หล่อนต้องยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
หล่อนรู้สึกว่าหล่อนชอบทำงานบ้าน อยากทำให้บ้านมีความสุข ทั้งบ้านของหล่อนเองที่กรุงเทพฯและบ้านน้อยหลังนี้ ทำไมหล่อนจึงสนิทใจกับที่นี่และเจ้าของบ้านหลังนี้นักไม่ทราบได้ อาจเป็นอย่างที่คนเขาเรียกกันว่าถูกชะตาก็เป็นได้
หล่อนเช็ดถูบ้านไป พลางคิดถึงวันแรกที่ได้พบกับพิมพ์พญา .. หล่อนได้ยินเสียงบ่นถึงความแพงของภาพเขียนที่แขวนแสดงอยู่ แปลกที่หล่อนไม่ขุ่นเคือง หากกลับยิ้มขันเสียอีก หล่อนจำได้ว่าหล่อนมองผู้หญิงคนนี้นานทีเดียว ผู้หญิงที่ดูงานศิลปะไม่รู้เรื่องและกล้าบอกออกมา แถมยังกล้าบ่นว่าแพงเสียอีก แต่หล่อนก็ถูกชะตาตั้งแต่นาทีแรกที่มองสบตา..
เอ.. หรืออาจรู้สึกดี ตั้งแต่ได้รับการแนะนำให้ทราบว่า ผู้หญิงคนนี้เป็นหมอบ้านนอก.. ซึ่งตอนนั้น หล่อนคิดในใจว่า อ้อ..มิน่า.. ถึงได้ดูภาพในร้านภาพเขียนของหล่อนไม่รู้เรื่อง อ้อ.. ท่าคงเทียบทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าข่ายฟุ่มเฟือยกับค่ายาเม็ดละสองสลึงหรือหนึ่งบาทอยู่เสมอ ..
แต่แปลกที่หล่อนก็เห็นด้วย และแปลกเหลือเกิน ที่หล่อนจำได้แม้นแต่ประโยคแรกๆ ที่หมอบ้านนอกคุยกับหล่อนยาวๆ และหล่อนฟังไปยิ้มไป เหมือนฟังเด็กนักเรียนเล่าความฝันเรื่องโตขึ้นฉันหมออะไรทำนองนั้นทีเดียว..
“บ้านนอกนี่คะจะให้สบายเหมือนในกรุงได้ไง หมอน้อยคนไข้มาก เครื่องมือเครื่องไม้ไม่ค่อยพร้อมแถมการสื่อสารระหว่างหมอพยาบาลกับคนไข้หรือญาติคนไข้ บางทีก็สื่อกันไม่เข้าใจ..”
ตอนนั้นหล่อนรู้สึกประทับใจ .. และแม้นแต่ตอนนี้ หล่อนก็ยังประทับใจ .. ยิ่งเมื่อได้เห็นภาพการทำงานกัน
อย่างกุลีกุจอในโรงพยาบาลเล็กๆ ในเมืองเล็กๆ ติดชายแดน ที่ต้องแบกรับภาระการรบพุ่งกันของเพื่อนบ้าน ที่ต้องเรียกว่าช่วยกันไปตามประสีประสา ตามแรงตามกำลังเท่าที่มีอย่างเต็มที่จริงๆ
หล่อนคิดถึงภาพหมอนอนแผ่ตามสบายบนที่นอน หายใจสม่ำเสมอ แปลว่าหลับสนิท และนั่นคือภาพคนที่หลับไหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน ทำให้หล่อนอยากแบ่งเบา อยากช่วย อยากดูแล อยากร่วมรับรู้ความเหน็ดเหนื่อย แต่หมอไม่มีแรงบ่น เพราะหลับไปเสียก่อน
ญาดาส่ายหน้าไปมา แต่หน้าสวยของหล่อนก็ยิ้มกริ่ม บ้านช่องสะอาดสะอ้านเรียบร้อยดีแล้ว หล่อนจึงอาบน้ำอีกครั้ง ก่อนทำอาหารกลางวันง่ายๆ เอาไว้รอท่า
.. นี่คือชีวิตง่ายๆ ที่มีความสุขดีจริงๆ อาหารของหล่อนเป็นข้าวผัดหมูใส่ไข่และผักหลายอย่าง หั่นเล็กๆ เหมือนที่หล่อนทำที่บ้าน นางฟ้าชอบทานอาหารสีสันสวยงามตามประสาเด็ก แต่อย่าว่าแต่เด็ก แม้นแต่ผู้ใหญ่เองก็ชอบ และหล่อนหวังว่าพิมพ์พญาจะชอบ
ทั้งข้าวผัดสีสวยๆ และต้มจืดสาหร่ายหมูสับ ใส่ต้นหอมผักชีครบ มีผลไม้หลายอย่างปอกแช่ตู้เย็นไว้พร้อม เอาไว้ทานหลังอาหารจะได้สดชื่น มีส้มสดในตู้เย็น ที่ควรคั้นแล้วดื่มเลยสดๆ ใหม่ๆ
เอ.. หล่อนจะทำให้พิมพ์พญาเคยตัวหรือเปล่าหนอ? เดี๋ยวหล่อนไปแล้วไม่มีใครทำให้ แต่ช่างเถอะ หล่อนอยู่ หล่อนก็อยากทำให้ ก็หล่อนอยู่ที่นี่ตลอดเวลาไม่ได้นี่ คิดแล้วหล่อนก็ขัน .. หล่อนช่างคิดอะไรไปมากมาย แต่หล่อนจะคิดไปทำไมไม่ทราบ เพราะไม่มีวันเป็นไปได้ หล่อนจะอยู่ที่นี่ตลอดเวลา หรือตลอดไปได้อย่างไร
ชีวิตการทำงานของหล่อนต้องอยู่ในกรุง และในอนาคตหากหล่อนแต่งงานอีกหนอาจต้องเดินทางไปอยู่ต่างประเทศในฐานะภริยาท่านฑูต..
หล่อนรู้สึกดีต่อท่านชายอย่างมาก แต่อาจต้องใช้เวลาสักหน่อยในการคบหาดูใจกัน หล่อนเป็นหญิงม่าย ไม่อยากได้ชื่อว่าพอมีผู้ชายดีๆ มาหมายปอง ก็กระโจนเข้าใส่ ยิ่งท่านมีบรรดาศักดิ์สูงส่ง หล่อนยิ่งต้องระวังตัว
พิมพ์พญาเดินเข้าบ้านเมื่อญาดารับโทรศัพท์ของท่านชายนุกูล ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มสดชื่น หล่อนยิ้มให้เจ้าของบ้าน แล้วกวักมือเรียกให้มาดูอาหารที่โต๊ะอย่างจะอวด
พิมพ์พญายิ้มให้ เธอมองเห็นความสดใสในแววตา คู่นั้น เป็นแววตาของคนที่กำลังมีความสุข .. ก็คงสุข.. เพราะกำลังคุยอยู่กับใครซักคนที่คงเป็นคนพิเศษ..
คนพิเศษของคุณดา คงเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก เพราะแม้นแต่คนที่ไม่พิเศษเท่าไหร่อย่างเธอ ยังได้รับอะไรที่น่าปลื้มใจอย่างนี้ ผู้หญิงคนนี้ช่างดูแล ช่างปรนนิบัติ และปรนนิบัติอย่างเต็มอกเต็มใจโดยไร้เงื่อนไขอีกด้วย ..
ผู้หญิงคนนี้มีความเป็นแม่เต็มเปี่ยม และพิมพ์พญา อดคิดเลยเถิดไปไม่ได้ว่า ผู้หญิงที่เป็นแม่ที่ดี มักเป็นภรรยาที่ ยอดเยี่ยม แต่กระนั้น หล่อนก็หย่าร้างมาหลายหน เพราะอะไรหนอ?
มีข้าวผัดอยู่ในกะทะ พิมพ์พญาหยิบจานมาถือไว้ คนที่กำลังติดโทรศัพท์อยู่รีบเดินมาบอกว่า
“เดี๋ยวตักให้ค่ะหมอ”
“กำลังจะรับประทานกลางวันกันหรือครับ?” คุณชายถามมาตามสายอย่างเกรงใจ
“ค่ะท่านดาทำอาหารไว้ บอกคุณหมอให้กลับมาทานที่บ้าน”
“งั้นทานให้อร่อยนะครับ ถ้ามีโอกาส วันหนึ่งคงได้รับประทานฝีมือคุณบ้าง”
“โถ ..พูดอะไรอย่างนั้นคะ”
“ตามสบายนะครับ แล้วค่อยคุยกันใหม่”
“ก็ได้ค่ะท่าน แล้วค่อยคุยกันใหม่”
“สวัสดีครับคุณดา”
“สวัสดีค่ะท่าน”
พิมพ์พญาตักข้าวใส่จานสองใบ แล้วยกไปวางบนโต๊ะ ญาดาจึงยกชามเปลใส่ต้มจืดสาหร่ายตามออกมา สีหน้าหล่อนยิ้ม
แย้มอย่างมีความสุข หล่อนคงสุขใจที่ได้คุยกับใครคนหนึ่ง ซึ่งคงมีความหมายสำหรับหล่อนทีเดียว
พิมพ์พญาแอบถอนใจ เธอรู้สึกหัวใจเฉา แต่เธอก็หันเหไปสนใจกับอาหารจานสวยบนโต๊ะเบื้องหน้า อาหารสวยๆ บ่งบอกให้ทราบได้ว่า คนทำใส่ใจในการทำแค่ไหน และนั่นทำให้เธอยิ้มออกมาได้บ้างเล็กน้อย
“ข้าวผัดหลากสีกับต้มจืดสาหร่ายค่ะ นางฟ้าชอบมาก” หล่อนยิ้มอวด
“ลองชิมดูนะคะ”
พิมพ์พญายิ้มอีกครั้ง มองอาหารแล้วมองหน้าคนทำ.. ผู้หญิงคนนี้ฉลาดน่ารัก และเต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นแม่
“ฉลาดหลอกล่อให้ลูกทานผักนะคะ” หมอชม
“แหม ก็ต้องมีวิธีการกันหน่อยสิคะ ดาไม่อยากให้ลูกดาเป็นเด็กไม่ทานผัก เวลาเห็นเด็กเขี่ยผักในจานทิ้งดาจะไม่ชอบ”
“แต่หมอโตมากแล้ว” พิมพ์พญายิ้ม แต่ก็เจื่อนๆ เพราะหัวใจเธอเนือยๆ
“แหม” แต่ญาดายังแจ่มใส ดวงตาหล่อนยังพราวไปด้วยความสุข
“เหมือนคุณเอาหมอไปรวมกับลูกๆ”
“โอ๋..โถ..” คราวนี้สาวชาวกรุงหัวเราะคิกคักชอบใจ หล่อนรู้สึกเอ็นดูคนที่พูดประโยคนี้เสียยิ่งนัก .. โถ.. ท่าคงน้อยใจ แต่เหมือนจะจริงอย่างที่เธอประท้วงมานั่นแหล่ะ เวลาคิดถึง พิมพ์พญา อยากซื้อเสื้อผ้าให้ อยากทำอาหารให้ เธอมักคิดรวมๆ ไปกับลูกๆ .. คิดถึงตรงนี้ ญาดายิ่งหัวเราะมากขึ้น
หล่อนส่ายหน้าไปมา แล้วมองคนที่นั่งตรงข้ามด้วยแววตาเอ็นดู
“โถ..”
“โถ..” พิมพ์พญาล้อเลียนทำให้ญาดาหัวเราะอีก
“น้อยใจหรือคะ?”
“ไม่เชิงหรอกค่ะ รู้สึกแปลกๆ มากกว่า”
“ดาบอกไม่ถูกหรอกนะคะ บอกได้แต่ว่า...ดารู้สึกดีๆ สนิทสนม แล้วก็สงสารเวลาเห็นคุณเหนื่อย”
พิมพ์พญาเลิกคิ้ว..
“แม่ก็คงรู้สึกอย่างนี้กับหมอเหมือนกัน”
“แหม..”
“คุณมีธาตุแห่งความเป็นหญิง และมีความเป็นแม่สูงมาก”
“ในขณะที่คุณมีน้อยมาก” หล่อนล้อเลียน แล้วยิ้มแจ่ม
“คุณอาจเห็นหมอมีความเป็นหญิงน้อยกว่า เลยอยากแบ่งปัน”
“โถ..” หล่อนร้องครางเบาๆ พลางตักสาหร่ายใส่จานให้
“เข้าใจคิดไปนะคะ คุณคิดอย่างอื่นเป็นด้วยหรือคะหมอ? ดาคิดว่าคุณคิดเป็นแต่เรื่องงานซะอีก”
“แหม..” พิมพ์พญาอดยิ้มไม่ได้
“วันนี้เหนื่อยไหมคะ”
“ก็..”
“นิดหน่อย” ญาดาแซว..
“แหม” หมอส่ายหน้า แต่หน้านั้นก็ยิ้ม
“อาหารอร่อยนะคะ อยู่นานๆ คงอ้วนแน่”
“คงอยู่นานไม่ได้ค่ะ .. ไม่อยากให้คุณอ้วน” ญาดาหัวเราะสนุก
“เปล่าหรอกค่ะ ดาล้อเล่นน่ะ พรุ่งนี้ต้องกลับแล้วล่ะค่ะ ไม่ต้องกลัวว่าจะอ้วนเพราะดา”
“ค่ะ”
“ค่ะคืออะไรคะ?” หล่อนหยอกเย้าน่ารัก
“ค่ะคือรับทราบ” หมอบอก เธอตามความสนุกของคนที่มีหัวใจสีชมพูไม่ทัน
“ค่ะ”
“แค่นี้ก็เป็นความกรุณาอย่างยิ่งแล้ว”
“โถ..หมอคะ อย่าพูดถ่อมตัวแบบนี้สิคะ เราสองคนเท่าเทียมกันนะคะ คุณไม่ควรใช้คำพูดแบบนี้กับดา”
“ขอโทษค่ะ .. ก็แค่พูดไปตามที่รู้สึก เพราะหมอรู้สึกเสมอ ว่าได้รับความกรุณา ได้รับความเอ็นดูเป็นพิเศษจากคุณเสมอ”
“แต่ยิ่งกว่านั้นคือความศรัทธาค่ะ”ญาดากำลังทำให้อยากร้องไห้.. มีไม่กี่ครั้งหรอกในชีวิต ที่พิมพ์พญาอยากร้องไห้โดยไร้สาเหตุ .. ตอนนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่อะไรบางอย่างมันเอ่ออออยู่ภายใน และกำลังจะกลั่นออกมาเป็นน้ำตา
“ขอบคุณค่ะ”
และญาดาก็อยากเอื้อมมือไปจับมือคนที่น้ำตาคลออยู่เบื้องหน้า .. คนที่หล่อนรู้สึกดีๆ รู้สึกประทับใจ รู้สึกถูกชะตามากมาย..
“ขอบคุณเช่นกันค่ะ”
“ขอบคุณเรื่องอะไรคะ?”
“ขอบคุณที่เป็นคนดี ขอบคุณที่ทำให้รู้สึกดี”
“แหม..” คราวนี้พิมพ์พญาหัวเราะเบาๆ
“คุณก็เป็นคนดี และทำให้รู้สึกดีค่ะ เราสองคนคงต้องขอบคุณกันไปมาตลอดเวลาเสมอนะคะนี่ ขอบคุณที่ทำอาหารอร่อยๆ ให้ทาน”
“ขอบคุณที่กรุณามาทาน”
สองคนหัวเราะคลอกันเบาๆ และเต็มไปด้วยความสุขใจ.. ความมีชีวิตชีวา เหมือนผีเสื้อตัวสีสวยๆ ตัวเล็ก กระพือปีกบินไปมาอยู่รอบๆ อย่างร่าเริง..

พิมพ์พญาไปส่งญาดาที่สนามบินเชียงราย สองคนยิ้มให้กัน พิมพ์พญาอยากเอื้อมมือไปจับมือญาดาซักครั้งก่อนจาก
แต่สิ่งที่เธอทำได้ก็คือก้มศีรษะให้แล้วก้มหน้าก้มตาเดินกลับมาที่รถ บรรยากาศเวิ้งว้างเหลือเกิน และเหมือนกับว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ตรงนี้ หากแต่บินตามญาดาไปด้วย และคำพูด

ทุกคำก็ทยอยแว่วเข้ามาในหัวใจทำให้โรยยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน..
“ยิ่งกว่านั้นคือความศรัทธาค่ะ..” อืมนะ คำว่าศรัทธามันดูยิ่งใหญ่และน่าตื้นตันเหลือเกิน .. แต่พิมพ์พญาอยากได้น้อยกว่านั้นหน่อย.. เธออยากได้ความรักจากผู้หญิงคนนี้ แต่ดูเหมือนมันเป็นความหวังที่แสนจะเลื่อนลอยเหลือเกิน
ทว่ายิ่งรู้สึกว่าไม่มีหวัง ก็ยิ่งหวัง และจินตนาการก็เริ่มทำงานของมันเพื่อประเล้าประโลมให้พออยู่ได้ด้วยความสุขเล็กๆ น้อยๆ เมื่อคิดว่าสักวันหนึ่งถ้า.. ถ้าที่นั่งข้างคนขับในรถคันนี้ จะมีผู้หญิงชาวกรุงคนนี้นั่งอยู่ เธอจะพาญาดามุ่งหน้ากลับบ้านที่ เวียงแว่นแก้ว.. และจะดีเหลือเกินถ้าสองคนจะไม่จากพรากกันอีก
พิมพ์พญาส่ายหน้าไปมา และยิ้มให้กับฝูงนกที่พากันบินกลับรัง ระยะทางจากเชียงรายถึงเวียงแว่นแก้ว กินเวลาประมาณเดียวกับระยะเวลาที่ญาดาบินไปเมืองหลวง ..
แต่ทางเส้นนี้แสนกันดาร ใครหนอจะอยากมาอยู่ด้วย และยิ่งคนนั้นเป็นสาวสังคม และเป็นผู้หญิงสมบูรณ์แบบ ซึ่งในชีวิตนี้การที่เธอจะมาคิดรักชอบกับทอมซักคน ดูเหมือนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยสักนิด
การที่เธอหยาดลงมาจากฟ้า มาคลุกคลีด้วยนี่ ก็เพราะศรัทธาเท่านั้น.. และพิมพ์พญาต้องรักษาความรู้สึกศรัทธานั้นเอาไว้ให้มั่นคง..

0 comments: