“ขอต้อนรับคุณหมอคนใหม่” พิมพ์พญารับไหว้หมอหนุ่มที่ก้าวเข้ามารายงานตัว เธอมองเห็นประกายตาแน่วแน่ของเขา เหมือนเธอมองเห็นตัวเองในอดีตกระนั้น
“คงทราบใช่ไหมว่างานที่นี่ค่อนข้างหนัก .. ฉะนั้นคาถาเดียวที่ต้องท่องไว้คือ อดทน!”
หมอหนุ่มยิ้มให้ และกล่าวอย่างหนักแน่นว่า
“ครับผม”
พิมพ์พญาพยักหน้า และยิ้มน้อยๆ .. ดีมากค่ะน้อง และขอบคุณเหลือเกินที่เลือกที่นี่ เพราะพี่กำลังอ่อนล้าเต็มที
หรืออาจจะจริงที่เขาว่ากันว่าคนเรายามป่วยใจระบบทุกอย่างจะพากันรวนเรไม่เป็นกระบวนจึงพาลปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้ไปโน่น
เธอคุยกับหมอวุฒิศักดิ์และแนะนำให้รู้จักผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ซึ่งทุกคนต่างรู้สึกยินดีที่ได้ต้อนรับคุณหมอคนใหม่ ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มคนเมืองที่มีท่าทางเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
“ท่าทางอย่างนี้ บ่ผิดจากท่าทางหมอใหญ่ตอนมาใหม่ๆ เลยทีเดียว พี่หวังว่าคุณหมอจะอยู่ด้วยกันนานๆนะเจ้า” พี่พยาบาลอาวุโสเอ่ยอย่างชื่นชม เป็นวันที่มีแต่รอยยิ้มแห่งความ
ยินดี และความอุ่นใจสำหรับชาว รพ.เวียงแว่นแก้ว และเจ้าหน้าที่ทุกคนต่างแอบมองหมอใหม่และยิ้มไปมาด้วยความชื่นใจ
และเหมือนกับว่า ฟ้าส่งหมอหนุ่มคนนี้มาแปะมือกับเธอ เพื่อให้เธอล้มหมอนนอนเสื่อได้สะดวก เพราะอาการปวดศีรษะของเธอรุนแรงมากขึ้นจนน่าหวั่นใจ
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?” พยาบาลสาวรีบเข้ามาประคองร่างพิมพ์พญาไว้ เมื่อเห็นร่างนั้นซวนเซขณะกำลังจะเดินขึ้นบันได เธอถูกพยุงไปนั่งที่เก้าอี้ยาว และถูกมองด้วยสายตาห่วงใย พิมพ์พญามองเห็นสายตานั้น แล้วดวงตาเธอก็พร่าพราย ทว่าเธอกลับส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“แน่ใจนะคะ”
เมื่อถูกถาม คนเป็นหมอก็ฝืนยิ้ม ทั้งที่เธอมองเห็นใบหน้าพยาบาลสาวพร่ามัว เห็นแต่หมวกสีขาวและริมฝีปากสีแดงๆ ลอยไปลอยมา
“ไปทำงานเถอะค่ะ”
พยาบาลสาวทำท่าอิดเอื้อน
“ไม่ต้องห่วง”
“.. พักผ่อนบ้างนะคะคุณหมอ”
พิมพ์พญาฝืนยิ้มให้ เมื่ออีกฝ่ายลุกขึ้นเดินจากไป เธอก็ยกมือกุมศีรษะ มันช่างปวดทารุณเสียเหลือเกิน ปวดจนอยากล้มตัวลงนอนกลิ้งไปกลิ้งมา .. และเธอก็คิดถึงพ่อกับแม่เหลือเกิน .. เธอคิดว่าตั้งแต่เกิดมา เธอไม่เคยปวดมากมายเท่านี้มาก่อน ปวดจนคิดถึงพ่อถึงแม่อย่างนี้กระมังที่เขาเรียกว่า เมื่อถึงคราวเจ็บปวดสุดขีด คนเราจะคิดถึงพ่อแก้วแม่แก้ว ..
คิดแล้วพิมพ์พญาก็รู้สึกครั่นคร้ามหวั่นไหว อาการของเธอนับวันมีแต่เลวลงเรื่อยๆ .. บางที คงถึงคราวที่เธอต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียดเสียที แต่.. เธอก็รู้สึกกลัว..
..
ญาดาเดินเลือกซื้อหนังสืออยู่กับลูกชายทั้งสองคนอย่างมีความสุข ลูกชายสองคน ต้นกล้ากับต้นน้ำ ต้นกล้านั้นหน้าตาผิวพรรณเป็นเด็กลูกครึ่ง ส่วนต้นน้ำดูเป็นเด็กเอเชีย สองพี่น้องเรียนโรงเรียนประจำที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งชานกรุงลอนดอน
คราวนี้ลูกมีวันหยุดติดต่อกันสี่วัน และญาดาก็ว่างในช่วงเดียวกัน เธอจึงบินมาหาเขาทั้งคู่ และรับออกมาพักด้วยกันที่โรงแรม และท่านชายก็จะบินมาจากอัมสเตอร์ดัม..
“พรุ่งนี้แม่มีบางคนที่อยากให้ลูกได้รู้จัก” ญาดาเกริ่นกับสองหนุ่มน้อย วัย 12 และ 10 ขวบ สองพี่น้องมองหน้ากันแล้วแหงนหน้ามองแม่
“เพื่อนชายของคุณแม่?” ต้นกล้าเอ่ยถาม
“ใช่ค่ะ เอ้อ.. ไม่ๆ พิเศษกว่านั้น” ญาดารู้สึกผิด ที่เธอไม่ได้บอกลูกก่อนที่จะหมั้นหมายกับท่านชาย
“คู่หมั้น” เธอชูแหวนในมือ แล้วเห็นสองหนุ่ม ชักสีหน้า เกิดอาการหวงแม่ขึ้นมาอีกแล้ว
“แม่ขอโทษ”
“ไม่จำเป็นหรอกครับ” ต้นกล้าเอ่ยจริงจัง
“คุณแม่ไม่จำเป็นต้องบอกทุกอย่างแก่พวกเรา”เขาว่าประชด
“โถลูกรัก จำเป็นสิจ๊ะ” ญาดากอดเขา และโอบต้นน้ำเข้ามาในอ้อมแขนด้วย
“แม่ต้องบอกจ๊ะคนดี แต่ตอนนั้นลูกมีสอบ แม่ไม่อยากให้เรื่องเล็กๆ ที่ไม่สำคัญของแม่ไปรบกวนสมาธิของลูกก็เท่านั้นเอง”
“คุณแม่อยู่กับเราโดยไม่แต่งงานไม่ได้หรือครับ” ต้นน้ำเอ่ยตรงไปตรงมาอย่างที่ใจคิด ในขณะที่ต้นกล้าพี่ชายมองหน้าน้องชายอย่างติติง
“บางทีผู้ใหญ่อาจต้องการเพื่อน” เขาบอก และทำให้ญาดารู้สึกอึ้งๆ
“ผมรู้ว่ามันไม่ได้ผลไม่ว่าจะพูดกับใคร” ต้นน้ำบ่น .. ก่อนหน้านี้พ่อของเขาก็บอกเขาว่าจะแต่งงานใหม่ และพาว่าที่เจ้าสาวมาให้รู้จัก และเขาก็เคยพูดเช่นนี้กับพ่อ
แต่ก็เหมือนครั้งนี้ ที่เขารู้สึกว่ามันไม่ได้ผลสักนิดไม่
ว่ากับใคร เพราะเขาไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้
“โถ ลูกรัก.. แม่รักลูกนะจ๊ะ แต่แม่ก็ต้องการเพื่อน ต้องการคนดูแล”
“ผมเข้าใจครับแม่” ต้นเกล้าลูบมือเธอเบาๆ ญาดามองหน้าเขาด้วยความรัก ลูกจ๋า สุภาพบุรุษน้อยๆ ของแม่ ลูกช่างน่ารักเหลือเกิน
ต้นกล้ากอดคอน้องชาย แล้วพาเดินไปด้วยกัน เด็กๆ จะสื่อสารกันง่ายกว่า และต้นกล้าคงต้องดูแลน้องไปอีกนาน เพราะต้นน้ำออกจะเป็นเด็กชายที่ขี้หวง ขี้งอน และต้องการความสนใจจากเธอมากเป็นพิเศษ
อาจเป็นเพราะเขาเป็นลูกคนกลาง จึงทำให้เขามีปมบางอย่างในหัวใจดวงน้อย บางที ต้นน้ำก็ทำให้เธอผู้เป็นแม่รู้สึกผิด ที่แต่งงานหลายครั้งหลายหน และมีลูกหลายคนจากหลายพ่อ ดูเหมือนมันทำให้ลูกของเธอมีปัญหา แต่.. เธอก็เป็นตัวของตัวเองนี่ และที่สุด เธอก็มีความรัก..เหมือนครั้งนี้
แต่.. น่าแปลกใจที่เธอคิดถึงพิมพ์พญา คนที่อยู่ในพื้นที่อากาศหนาวทางตอนเหนือของประเทศไทยขณะนี้ เธอคิดอยากให้พิมพ์พญามาเดินอยู่ด้วยกัน หาหนังสือดีๆ อ่าน และไปทานอาหารด้วยกัน
ในขณะที่เธอก็คิดถึงบรรยากาศตอนค่ำของวันพรุ่งนี้ว่าจะเป็นอย่างไร เมื่อลูกชายทั้งสองของเธอและท่านชายได้พบกัน
ญาดามองเวลาที่นาฬิกาข้อมือ เป็นเวลาบ่ายโมงเศษ เวลาในเมืองไทยตอนนี้คงค่ำแล้ว เธออยากได้ยินเสียงคนดีของเธอเสียหน่อย เพราะเธอรู้สึกเครียดเล็กน้อยเรื่องลูก เธอรู้สึกว่าการได้พูดคุยกับพิมพ์พญาจะช่วยทำให้เธอดีขึ้น ทั้งๆ ที่มันอาจเป็นเวลาอาหารเย็นของพิมพ์พญา แต่ที่สุด ญาดาก็กดเบอร์โทรศัพท์จนได้
“สวัสดีค่ะ” พิมพ์พญารับสายจากบ้านพัก
“สวัสดีค่ะ”
“คุณดา” ..
เสียงปลายสายเหมือนเสียงจากสวรรค์โดยแท้ เสียง
ของญาดานั้นสั่นน้อยๆ ทำให้แปลกใจ
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ”
“หรือคะ ดูเสียงสั่นๆ”
“หนาวค่ะ ดาอยู่กับลูกชายสองหนุ่ม”
“ในลอนดอน?”
“ค่ะ” ญาดายิ้มละไม
“คิดถึง”เธอบอกตามตรง
“ขอบคุณค่ะ” พิมพ์พญาโรยยิ้มอ่อนโยน คำว่าคิดถึงแค่สองพยางค์เท่านั้น ทำไมมันหวานนักนะ แต่คนที่หวานกับเธอน่ะ ไปนั่งพับเพียบสวมแหวนหมั้นและกำลังรอแต่ง รอวัน
เป็นแม่บ้านของผู้ชายที่พร้อมทั้งชาติตระกูล และฐานะอันมั่งคั่งเหลือเฟือ
“ลูกๆ สบายดีหรือเปล่าคะ?”
“สบายดีค่ะ แล้วไม่ถามถึงแม่บ้างหรือคะ?” ญาดาหยอกพลางยิ้มแย้มแช่มชื่น
“พอเดาได้ว่าคุณแม่คงสบายดีมาก” อยากเหน็บว่า คนมีความรักย่อมสุขกายสบายใจ
“แหม .. อยากได้อะไรทางนี้ไหมคะ ดาจะซื้อไปฝาก”
“อย่าเลยค่ะ”
“อย่าเกรงใจค่ะ”
พิมพ์พญาหัวเราะเบาๆ หัวใจเธออิ่มเอมอย่าง
ประหลาด เธอรู้สึกได้ว่าผู้หญิงคนนี้รักและห่วง และสม่ำเสมอต่อเธอมาก.. และทำให้เธอมีความสุขทุกครั้งที่ได้พบเจอหรือได้พูดคุย เสมอเหมือนมีหยดน้ำที่เย็นฉ่ำ หยดหยาดลงบนหัวใจ
“ไม่เกรงใจค่ะ แต่ไม่อยากได้อะไรจริงๆ” พิมพ์พญาโรยยิ้มอ่อนโยน
“มีปัญหากับลูกชายนิดหน่อยค่ะ” ญาดาระบายความ รู้สึกด้วยความสนิทใจ
“ปัญหาอะไรคะ”
“ปัญหาเรื่องคู่ครอง” ญาดาบอกเบาๆ
“พรุ่งนี้พวกเขาจะพบกับท่านชาย”
พิมพ์พญารับฟังด้วยความรู้สึกหมองไหม้ เธอเองก็
น่าจะมีปัญหาเหมือนสองหนุ่มน้อยนั่น เพราะเธอหวงเช่นกัน เพียงแต่เธอออกฤทธิ์ออกเดชไม่ได้เท่านั้น
“ยังไม่ทราบว่าจะเป็นไงบ้าง” ญาดาบ่น
พิมพ์พญากล้ำกลืนความรู้สึก ก่อนบอกไปว่า
“เป็นกำลังใจให้นะคะ” และเธอรู้สึกว่า ใช่แล้ว ไม่ว่าอะไรจะเป็นอย่างไร สิ่งเดียวที่เธอทำได้ก็คือเป็นกำลังใจให้ผู้หญิงคนนี้
“ขอบคุณค่ะหมอ” ญาดาเอ่ยด้วยความซึ้งใจ
“กลับเมืองไทยแล้ว ดาจะหาเวลาไปเยี่ยมนะคะ” เสียงนั้นแสนอ่อนโยน
“ขอบคุณค่ะ” พิมพ์พญายกมือกุมศีรษะ เนื่องจากมี
อาการขึ้นมาอีก เธอหายใจแรงและพยายามสะกดกลั้นอย่างมาก เพื่อที่จะได้ถือสายคุยกับคนที่เธอคิดถึงได้ต่อไป แต่ฝ่ายนั้นก็ทักขึ้นว่า
“ทำไมหายใจแรงจังคะ? เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“เอ้อ.. ปวดหัวน่ะค่ะ” พิมพ์พญาบอกตามตรง
“ไม่สบายหรือเปล่าคะ?” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย
“ไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ” เสียงพิมพ์พญาเบาหวิว เธอแหงนหน้าขึ้นแล้วหลับตา เธอยังอยากได้ยินเสียงญาดาอยู่ ยังไม่อยากวางสายตอนนี้ แต่เธอก็ปวดศีรษะจนอยากจะลงไปนอน กลิ้งเกลือก ปวดจนต้องสะบัดหน้าไปมา เธอรู้ดี ว่ายาแก้ปวดเอาไม่อยู่แน่ๆ
“แน่ใจนะคะ?”ญาดาถามย้ำ เริ่มวิตกกังวล และเธอนิ่งฟังเสียงหายใจของพิมพ์พญา
“หมอคะ? หลอกดาหรือเปล่า เป็นอะไรไปคะนั่น?”และที่ญาดาได้ยินคือเสียงโทรศัพท์หล่น ตามด้วยเสียงขลุกขลักค่อนข้างดัง เป็นเสียงเหมือนคนต่อสู้กอดปล้ำกันอยู่บนพื้น
“หมอคะ เกิดอะไรขึ้นคะ?”
นาทีนั้นเองที่ความวิตกกังวลและความห่วงใยมากมายได้แห่โหมเข้ามาทำให้ญาดาใจสั่น และรู้สึกสะท้านในอก ดูเหมือนทุกอย่างที่มองเห็นในตอนนี้ได้กลายเป็นสีเทาจนหมดสิ้น ทำไงดี?
เธอได้แต่คิดว่าทำอย่างไรดี และเธอก็ขัดเคืองใจยิ่งนักที่ได้ยินเสียงอันน่าวิตกโดยที่เธอทำอะไรไม่ได้เลยแบบนี้ นี่คนดีของเธอกำลังอยู่ในภาวะอันตรายใช่ไหม? โอ้แม่เป็นเจ้า ขออย่าให้พิมพ์พญาของเธอเป็นอะไรไปเลย
ญาดารู้สึกมืดแปดด้านคิดอะไรไม่ออกที่สุดจึงตัดสินใจโทรไปหาคุณพิมพ์พิลักษณ์ มารดาของพิมพ์พญา
“สวัสดีค่ะ”
“น้าอรคะน้าอร”
“คะคุณดา มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“น้าอรคะ เมื่อซักครู่ดาโทรคุยกับหมอพิมพ์ เสียงเหมือนเธอไม่สบายมาก และ..ดาคิดว่าได้ยินเสียงโทรศัพท์หล่น แล้วดาก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างในห้องนั้น”
“อะไรนะคะคุณดา..แน่ใจหรือคะ?”เสียงทางเมืองไทยบอกความตกใจ
“ดาเป็นห่วงหมอพิมพ์ค่ะ” พอหลุดคำนี้ออกมาได้ น้ำตาก็ร่วงพรู
“ขอบคุณนะคะคุณดา เดี๋ยวน้าจะลองโทรดู” เสียงผู้เป็นแม่เต็มไปด้วยความปริวิตก
“หมอไม่ได้วางสายค่ะ” ญาดาบอกด้วยเสียงอันสั่นเทา
“คุณน้าโทรไปที่ฉุกเฉินสิคะ”
“ค่ะๆ คุณดาใจเย็นๆ นะคะ”
“ค่ะคุณน้า ดาวางสายก่อนนะคะ แล้วจะโทรมาใหม่ค่ะ”ญาดาพับโทรศัพท์มือถือ สีหน้ามีกังวล เธอเดินไปสมทบกับลูกชาย หมดอารมณ์จะเดินดูข้าวของต่อไปจึงชวนพวกเขากลับโรงแรม ในความคิดของญาดามีแต่ความห่วงกังวล ความกระวนกระวายและหวั่นไหว
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ขณะที่เธอกำลังยืนอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ เธอเห็นสีหน้าอันเต็มไปด้วยความกังวลของตัวเอง และนึกอยากให้สายตาของเธอมองทะลุกระจกบานนี้แลเห็นทุก
สิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่บ้านพักของหมอพิมพ์พญาที่เวียงแว่นแก้ว..
ซึ่งที่นั่น หมอวุฒิศักดิ์ และพยาบาลสาวกำลังช่วยประคองร่างอันไร้สติของพิมพ์พญา เข้ามาในห้องนอน หลังจากที่คุณแม่ของพิมพ์พญาโทรไปตามที่ห้องฉุกเฉิน
ญาดากดโทรศัพท์ไปหาคุณพิมพ์พิลักษณ์อีกครั้งด้วยความกระวนกระวายใจ
“สวัสดีค่ะน้าอร หมอเป็นอะไรหรือเปล่าคะน้าอร”
“คุณดา…”เสียงผู้เป็นแม่สั่นสะท้าน
“น้าอรคะ?” ญาดาพลอยสั่นไหวไปด้วย เนื้อตัวหล่อนร้อนวูบวาบขึ้นมาในทันที
“เกิดอะไรขึ้นคะ?”
“ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นค่ะคุณดา ทราบแต่ว่าหมดสติไปตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้น หมอใหม่ตัดสินใจส่งตัวเข้าเชียงใหม่ค่ะ”
“อะไรนะคะ?” ญาดารู้สึกตกใจ เหมือนอะไรๆ ทุกอย่างที่มองเห็นรายรอบตัวมันระเบิดเปรี้ยง และแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เธอยกมือกุมอก โอ.. สวรรค์
“น้ากำลังจะไปดอนเมือง”
คุณน้าคะ.. ดาอยากไปด้วย เสียงในใจของญาดา คร่ำครวญ และเธอก็รู้สึกเคืองใจว่าทำไมตอนนี้เธอถึงอยู่ห่างไกลเหลือเกินอย่างนี้ ถ้าตอนนี้เธออยู่กรุงเทพฯ เธอจะไปกับน้าอรจริงๆ
“ค่ะ”
“ร้อยวันพันปีไม่เคยป่วย” มารดาของพิมพ์พญาบ่น
“คงไม่เป็นไรมาก”ญาดาหวังเช่นนั้น และให้กำลังใจทั้งตัวเองและแม่ของพิมพ์พญาด้วย
“น้าก็หวังอย่างนั้นค่ะคุณดา ขอบคุณมากที่เป็นห่วงเป็นใยลูกสาวน้า”เสียงคุณพิมพ์พิลักษณ์เอ่ยเอื้อนด้วยความจริงใจ ญาดามองเห็นตัวเองยืนตัวสั่น น้ำตาคลออยู่หน้ากระจกเงา
“ดารักและศรัทธา.. ดาผูกพันกับลูกสาวของน้าอรเหมือนคนในครอบครัว และตอนนี้ดาก็ห่วงเธอเหลือเกินค่ะน้าอร”
และญาดาต่อจากนั้น ก็ห่วงหน้าพะวงหลังไม่เป็นสุข เธอนึกแปลกใจในขณะที่นอนนิ่งๆ อยู่บนเตียงใหญ่อันแสนสบาย มีลูกชายสองคนนอนหลับสนิทอยู่สองข้างซ้ายขวา เธอไม่คิดว่าเธอจะรักและห่วงคนๆ หนึ่งได้มากมายขนาดนี้ ตอนนี้จิตใจเธอมิได้อยู่กับเนื้อกับตัว หากแต่ลอยไปอยู่ที่พิมพ์พญา..
คุณคงเหนื่อยมามาก.. ญาดาคิดแล้วน้ำตาไหล เธอยกมือปิดปากเมื่อมีอาการสะอื้น อย่าเป็นอะไรนะคะคนดี
ญาดานึกอยากเป็นวิญญาณ เพื่อที่เธอจะได้ล่องลอยไปอยู่ใกล้ๆ คนที่เธอห่วงหาอาทรในตอนนี้
และเธอนึกแปลกใจ ที่ความกังวลเรื่องลูกชายกับคู่หมั้นของเธอที่จะพบกันในคืนพรุ่งนี้ กลับกลายเป็นเรื่องที่เธอเลิกใส่ใจ และที่ปรารถนาที่สุดในตอนนี้คือกลับเมืองไทย!
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
0 comments:
Post a Comment